วันอังคารที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ดาวเทียมคืออะไร


ดาวเทียมคืออะไร


    
ดาวเทียม (Satellite) คือ สิ่งประดิษฐ์ที่มนุษย์คิดค้นขึ้น ที่สามารถโคจรรอบโลก โดยอาศัยแรงดึงดูดของโลก ส่งผลให้สามารถโคจรรอบโลกได้
ในลักษณะเดียวกันกับที่ดวงจันทร์โคจรรอบโลก และโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ วัตถุประสงค์ของสิ่งประดิษฐ์นี้เพื่อใช้ ทางการทหาร การสื่อสาร
การรายงานสภาพอากาศ การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เช่น การสำรวจทางธรณีวิทยาสังเกตการณ์สภาพของอวกาศ โลก ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์
และดาวอื่นๆ รวมถึงการสังเกตวัตถุ และดวงดาว ดาราจักร ต่าง

ดาวเีทียมของประเทศไทย มีชื่อว่า  ดาวเทียมไทยคม ชื่อ "ไทยคม" (Thaicom) เป็นชื่อพระราชทานที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทาน โดยย่อมาจาก 
Thai Communications ในภาษาอังกฤษ

ดาวเทียมไทยคม 1

ทยคม 1

Thaicom1.jpg
ไทยคม 1A ดาวเทียมดวงแรกของประเทศไทย เป็นดาวเทียมรุ่น HS-376 สร้างโดย Huges Space Aircraft (บริษัทลูกของ โบอิง) โคจรบริเวณพิกัดที่ 120 องศาตะวันออก ส่งขึ้นสู่วงโคจรเมื่อ 17 ธันวาคมพ.ศ. 2536 มีอายุการใช้งานประมาณ 15 ปี (ถึง พ.ศ. 2551) เดิมดาวเทียมดวงนี้อยู่ที่พิกัด 78.5 องศาตะวันออก เรียกชื่อว่า ไทยคม 1 เมื่อย้ายมาอยู่ที่ 120 องศาตะวันออก เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2540 จึงเรียกชื่อใหม่ว่า "ไทยคม 1A"

 ไทยคม 2

ไทยคม 2 ดาวเทียมดวงที่สองของประเทศไทย เป็นดาวเทียมรุ่น HS-376 เช่นเดียวกับ ไทยคม 1A โคจรบริเวณพิกัดที่ 78.5 องศาตะวันออก ส่งขึ้นสู่วงโคจรเมื่อ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2537 มีอายุการใช้งานประมาณ 15 ปี (ถึง พ.ศ. 2552)

ไทยคม 3

Thaicom3.jpg
ไทยคม 3 เป็นดาวเทียมรุ่น Aerospatiale SpaceBus 3000A โคจรบริเวณพิกัดเดียวกับ ไทยคม 2 คือ 78.5 องศาตะวันออก มีพื้นที่การให้บริการ (footprint) ครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 4 ทวีป สามารถให้บริการในเอเซีย ยุโรป ออสเตรเลีย และแอฟริกา และถ่ายทอดสัญญาณโทรทัศน์ตรงถึงที่พักอาศัยหรือ Direct-to-Home (DTH) ในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ส่งขึ้นสู่วงโคจรเมื่อ 16 เมษายน พ.ศ. 2540 มีอายุการใช้งานประมาณ 14 ปี แต่ปลดระวางไปเมื่อปี 2549 เนื่องจากมีปัญหาเรื่องระบบไฟฟ้าไม่พอ

ไทยคม 4

IPSTAR.jpg
ไทยคม 4 หรือ ไอพีสตาร์ เป็นดาวเทียมรุ่น LS-1300 SX สร้างโดย Space System/Loral พาโล อัลโต สหรัฐอเมริกา เป็นดาวเทียมดวงแรกที่ออกแบบมาเพื่อให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ที่ความเร็ว 45 Gbps เป็นดาวเทียมสื่อสารเชิงพาณิชย์ที่มีขนาดใหญ่ และมีน้ำหนักมากถึง 6486 กิโลกรัม และทันสมัยที่สุดในปัจจุบัน ส่งขึ้นสู่วงโคจรเมื่อ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2548 มีอายุการใช้งานประมาณ 12 ปี [1]

ไทยคม 5

ไทยคม 5 เป็นดาวเทียมรุ่น Aerospatiale SpaceBus 3000A (รุ่นเดียวกับไทยคม 3) สร้างโดย Alcatel Alenia Space ประเทศฝรั่งเศส มีน้ำหนัก 2800 กิโลกรัม มีพื้นที่การให้บริการครอบคลุมพื้นที่ 4 ทวีป ใช้เป็นดาวเทียมสำหรับการถ่ายทอดสัญญาณโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมตรงถึงที่พักอาศัยหรือ Direct-to-Home (DTH) และการถ่ายทอดสัญญาณโทรทัศน์ดิจิตอลความละเอียดสูง (High Definition TV) ส่งขึ้นสู่วงโคจรเมื่อ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 เพื่อทดแทนไทยคม 3

เรดาร์คืออะไร


เรดาร์เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ตรวจหาระยะทาง   และวัดความเร็วของวัตถุที่ลอยอยู่และมองเห็นได้   ซึ่งสามารถใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกสภาพอากาศ   เช่น   ในที่ที่มีหมอก   ควัน   หิมะตก   พายุ   หรือฝนตกดังนั้นจึงนำมาใช้ในห้องควบคุมเพื่อนำทางเครื่องบินและเรือเดินสมุทร
เรดาร์ใช้หลักการของเสียงสะท้อนในการทำงาน   เครื่องเสียงจะสะท้อนจากสิ่งกีดขวางหรือวัตถุกลับมาเช่นเดียวกับคลื่นวิทยุในสนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่จะสะท้อนกลับเมื่อปะทะกับสิ่งกีดขวาง   ซึ่งมีการค้นพบคุณสมบัติของคลื่นวิทยุในปี   ค.ศ.  1903   โดยวิศวกรชาวอิตาเลียน   ชื่อ   กูเยลโม   มาร์โคนีและอีก  5   ปีถัดมาได้มีการติดตั้งศูนย์เรดาร์   5   แห่งในประเทศสหรัฐอเมริกา
การพัฒนาเรดาร์ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่  2   เพื่อช่วยในการตรวจหาวัตถุระเบิดของศรัตรูแต่หลังจากสงครามสงบจึงได้นำเรดาร์มาใช้ในการสำรวจอวกาศและในยานอวกาศที่ไม่มีมนุษย์   นอกจากนี้ยังช่วยในการพยากรณ์อากาศ   และใช้หาข้อมูลเกี่ยวกับผิวโลกและดาวเทียมด้วย
เรดาร์ที่ใช้คลื่นวิทยุกำลังส่งสูงเรียกว่า   ไมโครเวฟ   มีความเร็วประมาณ  186,000   ไมล์ต่อวินาที   ศูนย์เรดาร์จะเป็นตัวส่งคลื่นวิทยุทางสายอากาศไปยังวัตถุ   และมีเครื่องรับคลื่นวิทยุที่สะท้อนออกมาจากวัตถุด้วย   ซึ่งจะมีจอแสดงตำแหน่งของวัตถุบนท้องฟ้าเรดาร์จะบันทึกเวลาที่ใช้ส่งและรับคลื่นวิทยุ   โดยมีเครื่องคำนวณเวลาและระยะทาง   ในช่วงแรกเครื่องเรดาร์มีขนาดใหญ่มาก   แต่ปัจจุบันได้พัฒนาจนมีขนาดเพียงฝ่ามือ

การสร้างการ์ตูน


Flash   เป็นโปรแกรมที่นิยมนำไปสร้างสรรค์ผลงานในด้าน Multimedia เช่น เว็บไซต์ เกม การนำเสนอผลงานเดิมที่โปรแกรม Flash ไม่ได้เป็นโปรแกรมสำหรับทำการ์ตูนโดยเฉพาะ   แต่เราสามารถนำมาประยุกต์สร้างการ์ตูน 2 มิติ ได้ เพราะโปรแกรมมีคุณสมบัติและเครื่องมือมราอำนวยความสะดวกในการสร้างการ์ตูนอย่างครบครัน   อีกทั้งยังสามารถวาดภาพได้อารมณ์การ์ตูนมากๆ ด้วย จึงทำให้  Flash เป็นอีกโปรแกรมหนึ่งที่นักเรียนสร้างการ์ตูนนิยมนำมาใช้อย่างแพร่หลายทั้งในและต่างประเทศ   จนเกิดเป็นการ์ตูนที่โด่งดังหลายเรื่อง เช่น Pucca, Boomba, Ninja เป็นต้น ในประเทศไทยเองก็มีผลงานที่สร้างจาก Flash เหมือนกน เช่น การ์ตูนเรื่องสู้เพื่อฝัน ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 การ์ตูนบุญโต หมูเพื่อซี้  และการ์ตูนไมเข้ (มิวสิควีดิโอประกอบรายการธรรมะ) ออกอากาศทางชื่อ DMC และ Magcartoon ที่เผยแพร่การ์ตูนเรื่องสั้นทางอินเทอร์เน็ต
          หัวใจของการ์ตูนแอนิเมชั่น   นอกจากการสร้างตัวละครให้น่าสนใจ และฉากที่สมจริงแล้ว   การทำภาพนิ่งที่เราเตียมไว้ให้เป็นภาพเคลื่อนไหวที่คนดูเชื่อว่ามันมีชีวิตจริงๆ ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ยังไงก็ขาดไม่ได้   กลวิธีมีมากมาย การได้ดูวิธีสร้างการ์ตูนของคนอื่นจะทำให้เรามีเทคนิคใหม่ๆ เพิ่มขึ้นเอง   การดูไฟล์ของคนอื่น ก็เหมือนได้แอบเข้าไปนั่งอยู่ในห้องทำงานของเขาในขณะที่เขากำลังทำงานอยู่นั่นเอง มะ...มาดูนอกห้องกันก่อน ไว้สุดท้ายค่อย download ไปดูภายในห้องกันเนอะ
          เดี๋ยวชายคนนี้จะเคลื่อนที่ไหวให้เราดูกัน   แต่ตอนนี้เขายังไม่พร้อมที่จะนำมาทำแอนิเมชั่น ก่อนอื่นเราจะต้องแยกชิ้นส่วนของตัวละครกันก่อน


          ในภาพด้านขวามือ   เป็นการแยกแบบพอเพียง เอาแค่พอใช้ได้ในการเคลื่อนไหวครั้งนี้   ถ้าเราต้องการจะให้ส่วนของข้อมือหรือแขน   กางหรือบิดในท่าอื่น   เราต้องแยก แขนท่อนบน แขนท่อนล่าง และข้อมือด้วยชิ้นส่วนทั้งหมดที่แยกออกมานี้   ให้เป็น   symbol ประเภท graphic หรือ movie clip ให้ registration point อยู่ตรงตำแหน่งที่เราจะใช้เป็นจุดหมุน และควรจะวางไว้คนละเลเยอร์ เพื่อสะดวกในการทำ animation เช่น แขนขวา เราต้องการจะให้เคลื่อนที่ขึ้นในท่ายกแขนขึ้นดูนาฬิกา registration point ควรจะอยู่ที่หัวไหล่ เป็นต้น

          ส่วนหัวที่เป็น movie clip ชื่อ MHead movie clip ไว้ 2 ตัว คือ MBlink (ตากะพริบ) และ MMouth (ปากบ่นงึมงำ)
           เราจะให้ชายคนนี้เป็นตัวละครที่รอใครสักคนมาเป็นเวลานานแล้ว   ดูนาฬิการอบแล้วรอบเล่า ใครคนนั้นก็ยังไม่มา อ๊ะ อ๊า ง่ายล่ะสิ   ถ้าทำง่ายๆ แต่ดูแล้วได้อารมณ์ว่ารอนานจริงๆ หงุดหงิดแล้วนะ ก็เรียกว่าสำเร็จล่ะ  
เริ่มจากทำหัวก้มดูนาฬิกา และเงยขึ้น ก้มลงใหม่ แล้วเงยอีกครั้ง โดย         1.   สร้าง keyframe (กด f6) ที่ frame 20 และ 28          2.   ที่ frame 28 หมุนหัวให้ก้มลงตำแหน่งเหมือนดูนาฬิกา          3.   คลิกขวาที่ frame ที่อยู่ระหว่าง frame 20 และ 28 เลือก Create Motion Tween          4.   สร้าง keyframe ที่ frame 36 และ 43          5.   ที่ frame 36 หมุนหัวให้เงยขึ้น frame 43 หมุนให้ก้มให้ก้มลงดูนาฬิกา          6.   คลิกขวาที่ frame ที่อยู่ระหว่าง frame 36 และ 43 เลือก Create Motion Tween
ต่อด้วยการทำแขนยกนาฬิกาขึ้นดู เอาลง ยกขึ้นอีกครั้ง แล้วเอาลง โดย         1.   สร้าง keyframe (กด f6) ที่ frame 15 และ 24          2.   ที่ frame 24 หมุนแขนขึ้นในตำแหน่งที่รับกับส่วนหัวให้เหมือนกับยกแขนขึ้นดูนาฬิกา          3.   คลิกขวาที่ frame ที่อยู่ระหว่าง frame 15 และ 24 เลือก Create Motion Tween          4.   สร้าง keyframe ที่ frame 36 และ 43          5.   ที่ frame 36 หมุนแขนขึ้น frame 43 หมุนแขนลง          6.   คลิกขวาที่ frame ที่อยู่ระหว่าง frame 36 และ 43 เลือก Create Motion Tween
          หากเราต้องการสร้าง keyframe ขึ้นมาใหม่โดยต้องการให้ภาพภายใน keyframe นั้น เหมือนกับ keyframe ก่อนหน้านี้ที่เคยมีมาแล้ว เราสามารถใช้วิธี Copy Frame โดยการคลิกขวาที่ keyframe ที่เป็นแม่แบบ เลือก Copy Frame (Ctrl+Alt+C) จากนั้น คลิกขวาที่ frame ที่ต้องการให้เหมือนแม่แบบ เลือก Paste Frame (Ctrl+Alt+V)
         แค่หมุนขึ้นลง   หมุนแขนขึ้นลง   เราก็ได้ตัวละครชายขี้หงุดหงิด รอใครนานไม่ได้มาแล้ว จากนี้เราจะนำไปปรพกอบกับตัวละครอื่นในฉาก   อาจจะเป็นฉากผู้หญิงอยู่ในห้องแต่งตัว   กำลังแต่งหน้าอยู่หน้ากระจก ตัดภาพไปที่นาฬิกาแขวนผนังในห้องเธอ   บอกเวลาว่าเลยเวลานัดมานานแล้ว   ตัดภาพมาที่ชายคนนี้อีกครั้งจากยืนรอเป็นั่งรอ... แล้วแต่จะผูกให้เป็นเรื่องราวกันต่อไปตามจินตนาการของแต่ละคนจ้า จุดประกายไว้เพียงเท่านี้ก่อน

ฟิวส์ (Fuses)

ฟิวส์ (Fuses)
          ฟิวส์เป็นอุปกรณ์ป้องกันโดยทำหน้าที่เหมือนตัวนำตัวหนึ่งในวงจรไฟฟ้า เมื่อเกิดกระแสเกินพิกัด (Overload Current) หรือกระแสลัดวงจร (Short Circuit Current) มีค่ามากกว่ากระแสที่ฟิวส์ทนได้ (Fuse’s Current Rating) จะทำให้ฟิวส์ขาด (Blown Fuse) ทำให้วงจรขาดและกระแสไม่ไหลอีกต่อไป เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับอุปกรณ์และผู้ใช้อุปกรณ์

          ปกติแล้วกระแสเกินพิกัด (Overload Current) เกิดขึ้นจากการดึงกระแสที่มากเกินจากอุปกรณ์ปลายทาง ส่วนกระแสลัดวงจร (Short Circuit Current) เกิดจากการที่กระแสเคลื่อนที่ผ่านทางลัดที่อาจจะเกิดจากการแตะกันของสายไฟหรือมีตัวนำไฟฟ้าเชื่อมต่อการลัดวงจร ซึ่งสามารถมีค่ามากกว่าพันเท่าของกระแสต่อเนื่องที่ฟิวส์ทนได้

          โดยปกติ ฟิวส์จะเป็นอุปกรณ์ที่อ่อนแอที่สุดในวงจร โดยจะขาดและตัดวงจรก่อนที่อุปกรณ์อื่นๆ เช่น หลอดไฟ สายไฟ หรือหม้อแปรง จะไหม้หรือระเบิด

Fuses and Breakers (ฟิวส์กับเบรคเกอร์)

          ฟิวส์แตกต่างจากเบรคเกอร์ตรงที่ ฟิวส์เมื่อทำการตัดวงจรออกแล้วจะใช้งานต่อไปไม่ได้ ต้องทำการเปลี่ยนฟิวส์ใหม่ ส่วนเบรกเกอร์เมื่อตัดวงจรแล้ว สามารถรีเซ็ทค่าแล้วใช้งานได้ต่อไปอีก อย่างไรก็ตาม ฟิวส์มีราคาถูกกว่าและให้ความเสถียรภาพและรวดเร็วในการตัดวงจรได้ดีกว่าเบรคเกอร์ นอกจากนี้ฟิวส์ทุกชนิดสามารถป้องกันทั้งกระแสเกินพิกัด (Overload Current) และกระแสลัดวงจร (Short Circuit Current) แต่เบรกเกอร์นั้นโดยส่วนใหญ่จะออกแบบมาเพื่อป้องกันกระแสเกินพิกัด (Overload Current) อย่างเดียวเท่านั้น ไม่สามารถจะป้องกันกระแสที่อันตรายอย่างกระแสลัดวงจร (Short Circuit Current) ได้

          ดังนั้น การออกแบบระบบที่ต้องการเสถียรภาพในการตัดวงจรค่อนข้างสูง จึงมักมีการนำเอาฟิวส์มาต่อร่วมกับเบรคเกอร์ โดยให้เบรกเกอร์ทำการตัดวงจรก่อน (ค่ากระแสพิกัดต่ำ) แต่ถ้าเบรคเกอร์ไม่ตัด ฟิวส์จะทำหน้าที่ตัดวงจรเอง (ค่ากระแสพิกัดสูง) หรือระบบที่ใช้ฟิวส์เป็นตัวตัดวงจรเพียงตัวเดียว บางทีอาจจะมีการต่อเบรคเกอร์ไว้ด้วย เพื่อประโยชน์ในการตัดวงจรขณะตรวจเช็คหรือบำรุงรักษา (มอเตอร์มักไม่ใช้ฟิวส์ แต่จะใช้เบรกเกอร์คู่กับ Overload Relay ในการตัดวงจรออกจากระบบไฟฟ้า เนื่องจากมอเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่มักเกิดกระแสเกินชั่วขณะเมื่อสตาร์ท จึงต้องการอุปกรณ์ป้องกันที่ตัดวงจรช้า โดยจะตัดวงจรเมื่อเกิดกระแสเกินจริงๆ ดังนั้นอุปกรณ์ที่ตัดวงจรจะเป็น Overload Relay และเบรคเกอร์ซึ่งจะเป็นตัว Back Up เพื่อตัดระบบไฟฟ้าออกสำหรับการบำรุงรักษาตู้ควบคุมไฟฟ้าหรือเพื่อการตรวจเช็คเท่านั้น)

Type of Fuses (ประเภทของฟิวส์) 

          1. Time-Delay Fuses: ฟิวส์ประเภทนี้จะหน่วงเวลาขณะที่มีกระแส Overload ขนาดเล็ก เพื่อป้องกันการขาดของฟิวส์ที่ไม่จำเป็นสำหรับกระแส Temporary Overload บางประเภท เช่น Motor Start-Ups หรือ Switching Surges บางครั้งเรียกฟิวส์ชนิดนี้ว่า Dual-Element Fuses

          2. Fast-Acting Fuses: ฟิวส์ชนิดนี้ไม่มีการหน่วงเวลา จะตัดวงจรทันทีที่มีกระแสที่เกินกระแสต่อเนื่องที่ฟิวส์ทนได้ ใช้ในวงจรที่ไม่มีกระแส Temporary overload เช่น วงจรความร้อน (Heating) หรือวงจรแสงสว่าง (Lighting)

Short Circuit Current Rating (ค่าพิกัดกระแสลัดวงจร)

          Short Circuit Current Rating มีชื่อเรียกอีกว่า Interrupting Rating หรือ Breaking Capacity คือค่ากระแสที่สูงสุดที่ฟิวส์สามารถตัดวงจรได้อย่างปลอดภัยที่เมื่อฟิวส์ใช้งานอยู่ที่ค่าพิกัดความต่างศักย์ (Voltage Rating)

          หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า เมื่อเกิดกระแสลัดวงจร ซึ่งมีค่าสูงมากหลายเท่าของกระแสปกติที่ฟิวส์ทนได้ ฟิวส์จะยังทำหน้าที่ตัดวงจรตามปกติ โดยไม่เกิดการระเบิดหรือแตกหัก ถ้าหากกระแสลัดวงจรไม่เกินค่าพิกัดกระแสลัดวงจรของฟิวส์นั้นๆและค่าความต่างศักย์ที่ใช้ไม่เกินค่าพิกัดความต่างศักย์ของฟิวส์นั้นๆ

Voltage Rating (ค่าพิกัดความต่างศักย์)

          Voltage Rating คือ ค่าความต่างศักย์ที่เหมาะสมสำหรับการนำไปใช้งาน จริงๆแล้วจะเป็นค่าความต่างศักย์ที่สูงสุดที่ฟิวส์จะสามารถตัดวงจรได้อย่างปลอดภัยเมื่อเกิดกระแสลัดวงจร ดังนั้น ฟิวส์จะสามารถนำไปใช้ได้อย่างปลอดภัยที่ทุกความต่างศักย์ที่ต่ำกว่าค่าพิกัดความต่างศักย์โดยไม่ทำให้ความสามารถในการตัดวงจรของฟิวส์เสียไป
          โดยปกติ ค่า Voltage Rating ที่ผู้ผลิตแจ้งมาจะเหมาะสมกับ AC หรือ DC อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ผู้ใช้สามารถพิจารณานำไปใช้ได้ ดังนี้
          1. ถ้าเป็น Glass Fuse ค่า Voltage Rating ของ DC จะมีค่าประมาณครึ่งหนึ่งของ AC
          2. ถ้าเป็น Ceramic Fuse ค่า Voltage Rating ของ DC จะมีค่าเท่าๆกับ AC

Current Rating (ค่าพิกัดกระแส)

          Current Rating คือ ค่ากระแสปกติที่ฟิวส์สามารถทนได้ก่อนที่จะตัดวงจร โดยเป็นค่ากระแสที่ฟิวส์สามารถทนได้จากการทดสอบจากผู้ผลิตที่อุณหภูมิมาตรฐานในห้องแล็บซึ่งก็คือ 25C หรือ 77F โดยประมาณ
Fuse Selection Guide (หลักการเลือกใช้ฟิวส์)
          1. ในการเลือกฟิวส์ที่มีขนาดถูกต้อง ผู้ใช้ต้องทราบขนาดกระแสปกติในวงจรที่อุณหภูมิห้อง (25C) เสียก่อน เมื่อทราบขนาดของกระแสดังกล่าวแล้ว จึงเลือกใช้ฟิวส์ที่มีค่าพิกัดกระแส 135% ของค่ากระแสนั้น โดยให้เลือกฟิวส์ขนาดมาตรฐานถัดไปจากค่ากระแสที่คำนวณได้ ตัวอย่างเช่น ระบบที่เดินปกติซึ่งมีกระแสในระบบ 10A ที่อุณหภูมิห้อง ควรเลือกใช้ฟิวส์ขนาด 15A (ค่า 135% ของกระแสดังกล่าวคือ 13.5x10A = 13.5A ซึ่งขนาดมาตรฐานของฟิวส์ถัดไปที่ควรเลือกใช้ก็คือขนาด 15A)

          2. อุณหภูมิในการใช้งานฟิวส์มีผลต่อการเลือกใช้ฟิวส์เช่นกัน กล่าวคือ ฟิวส์ขนาดเท่ากัน หากถูกนำไปใช้ที่อุณหภูมิสูง จะทำให้ฟิวส์ขาดได้ง่ายกว่าการนำไปใช้ที่อุณหภูมิต่ำ ดังนั้นหากนำฟิวส์ไปใช้ที่อุณหภูมิมากกว่า 25C ควรเลือกฟิวส์ที่มีขนาดสูงกว่าการเลือกแบบปกติ (ตามข้อ 1) เพื่อชดเชยอุณหภูมีที่สูงขึ้นและลดการตัดวงจรแบบไม่จำเป็น (Nuisance Tripping) เช่นเดียวกัน หากนำฟิวส์ไปใช้ที่อุณหภูมิต่ำกว่า 25C ก็ควรเลือกฟิวส์ขนาดต่ำกว่าการเลือกแบบปกติ (ตามข้อ 1) เช่นกัน โดยหลักการทั่วๆไปกล่าวไว้ว่า ทุกๆอุณหภูมิ 20C ที่สูงขึ้นหรือต่ำลงจากอุณหภูมิห้อง (25C)ควรเลือกฟิวส์ขนาดเพิ่มขึ้นหรือลดลง 10-15% ตัวอย่างเช่น ถ้าค่ากระแสปกติในวงจรที่อุณหภูมิห้องเท่ากับ 1A โดยหากนำไปใช้ที่อุณหภูมิห้อง (25C) ควรเลือกฟิวส์ขนาด 1.5A (ค่า 135% ของกระแสดังกล่าวคือ1.35x1A = 1.35A โดยเลือกขนาดมาตรฐานถัดไปคือ 1.5A) แต่ถ้าหากนำไปใช้ที่อุณหภูมิ 65C ก็ต้องเพิ่มขนาดฟิวส์ไปอีกประมาณ 30% ซึ่งก็คือควรเลือกฟิวส์ขนาด 2A (ค่า 130% ของ 1.35A ก็คือ 1.3x1.35 = 1.755A โดยเลือกขนาดมาตรฐานถัดไปก็คือ 2A)
ฟิวส์คุณภาพสูงขนาด 10x38 mm (10x38 mm Ferraz-Shawmut Midget Fuses)
  
  
      ฟิวส์ทั้งหมดขนาด 10x38 mm (13/32” x1-1/2”) ของ Ferraz Shawmut เป็นขนาดที่เล็กและนิยมใช้กันทั่วไป มีชื่อเรียกอีกชื่อว่า “Midget Fuse” ฟิวส์จำพวกนี้ส่วนใหญ่มักใช้ในวงจรย่อย (Branch Circuits), ทุกรุ่นสามารถประกอบได้ง่ายบนฟิวส์บล็อค (Fuse Blocks) ที่ใช้คู่กัน

      รุ่น ATQ เหมาะกับการใช้ในวงจรแสงสว่าง (Lighting), โซลินอยล์ (Solenoid), มอร์เตอร์ (Motor) และหม้อแปรง (Transformer), UL listed, และ CSA certified

      รุ่น ATM ใช้ได้ในหลากหลายวงจรเนื่องจากสามารถรองรับความต่างศักย์ได้ถึง 600 โวลต์ วงจรที่นิยมใช้ได้แก่ วงจรมอร์เตอร์ (Motor), หรือวงจรหม้อแปรง (Transformer), UL listed, และ CSA certified

      รุ่น TRM และ OTM เหมาะกับวงจรขนาดเล็กต่างๆ ได้แก่ วงจรแสงสว่าง (Lighting), มอร์เตอร์ขนาดเล็ก (Small Motor), หม้อแปรงขนาดเล็ก (Small Transformer), หรือวงจรควบคุมต่างๆ, UL listed, และ CSA certified
Voltage RatingCurrent RatingShort Circuit Current RatingPart NumberEach (Baht)
Time-Delay ATQ Fuses
AC 500V0.25A10,000AEF02FQ14478.50
AC 500V0.50A10,000AEF02FQ12445.50
AC 500V1A10,000AEF02FQ01423.50
AC 500V2A10,000AEF02FQ02423.50
AC 500V4A10,000AEF02FQ04423.50
AC 500V5A10,000AEF02FQ05423.50
AC 500V10A10,000AEF02FQ10423.50
AC 500V15A10,000AEF02FQ15423.50
AC 500V20A10,000AEF02FQ20423.50
AC 500V30A10,000AEF02FQ30423.50
Fast-Acting ATM Fuses
AC/DC 600V0.25A100,000AEF02FM14385.00
AC/DC 600V0.50A100,000AEF02FM12374.00
AC/DC 600V1A100,000AEF02FM01352.00
AC/DC 600V2A100,000AEF02FM02352.00
AC/DC 600V4A100,000AEF02FM04357.50
AC/DC 600V5A100,000AEF02FM05352.00
AC/DC 600V10A100,000AEF02FM10352.00
AC/DC 600V15A100,000AEF02FM15352.00
AC/DC 600V20A100,000AEF02FM20352.00
AC/DC 600V30A100,000AEF02FM30352.00
Time-Delay TRM Fuses
AC 250V0.25A10,000AEF02FT14214.50
AC 250V0.50A10,000AEF02FT12170.50
AC 250V1A10,000AEF02FT01159.50
AC 250V2A10,000AEF02FT02159.50
AC 250V4A10,000AEF02FT04154.50
AC 250V5A10,000AEF02FT05148.50
AC 250V10A10,000AEF02FT10148.50
AC 250V15A10,000AEF02FT15148.50
AC 250V20A10,000AEF02FT20154.00
AC 250V30A10,000AEF02FT30154.00
Fast Acting OTM Fuses
AC 250V1A10,000AEF02FO0188.00
AC 250V2A10,000AEF02FO0288.00
AC 250V4A10,000AEF02FO04110.00
AC 250V5A10,000AEF02FO0588.00
AC 250V10A10,000AEF02FO1082.50
AC 250V15A10,000AEF02FO1582.50
AC 250V20A10,000AEF02FO2082.50
AC 250V30A10,000AEF02FO3082.50

ฟิวส์บล็อคคุณภาพสูงสำหรับฟิวส์ขนาด 10x38 mm (10x38 mm Ferraz-Shawmut Midget Fuse Blocks)
  
      ฟิวส์บล็อคคุณภาพสูงนี้ใช้สำหรับ “Midget Fuses” หรือฟิวส์ขนาด 10x38 mm (13/32” x 1-1/2”) เท่านั้น โดยมี 2 ชนิด คือแบบปกติกับแบบปลอดภัยสูง ซึ่งทั้งสองชนิด UL recognized, CSA certified

      ฟิวส์บล็อคแบบปกติ (General Fuse Blocks) ใช้กับฟิวส์ขนาดพิกัดกระแสได้สูงสุด 30A และพิกัดความต่างศักย์ได้สูงสุด 600V, จุดเชื่อมต่อกับสายไฟเป็นแบบ Pressure-Plate, มีจำหน่ายทั้งแบบ 1 Pole และ 3 Poles

      ส่วนฟิวส์บล็อคแบบปลอดภัยสูง (Ultrasafe Fuse Blocks) อยู่ภายใต้มาตรฐานของ IEC และ DIN ในด้านความปลอดภัยต่อนิ้วมือ (Finger Safe) โดยจะมีฝาครอบฟิวส์ไว้เพื่อป้องกันนิ้วมือของผู้ใช้งานไม่ให้สัมผัสกับวงจรไฟฟ้า, ใช้กับฟิวส์ขนาดพิกัดกระแสได้สูงสุด 30A และพิกัดความต่างศักย์ได้สูงสุด 600V, สามารถติดตั้งบน DIN Rail ได้โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือ, มีขนาดเล็กทำให้สามารถลดพื้นที่ติดตั้งได้ถึง 15%, สามารถถอดเปลี่ยนฟิวส์ได้โดยง่าย, มีจำหน่ายทั้งแบบ 1 pole และ 3 poles
Fuse Block TypePart NumberEach (Baht)
General Fuse Blocks
1 PoleEF02BG01220.00
3 PolesEF02BG02473.00
Ultrasafe Fuse Blocks
1 PoleEF02BS01577.00
3 PolesEF02BS021,815.00

การติดตั้งฟอนต์ (Font)


การติดตั้งฟอนต์ (Font)

หากเราต้องการเพิ่มรูปแบบฟอนต์อักษร เช่น ฟอนต์ลายมือ ฟอนต์ตัวพิมพ์ ฟอนต์ตัวไทยสวยๆ ก็สามารถติดตั้งได้ 
 
1. เข้าไปที่ Control Panel เลือก Font เพื่อติดตั้งฟอนต์หรือรูปแบบอักษรเพิ่มเติม
 
 
 
2. ฟอนต์ที่ติดตั้ง
 
 
 
3.เลือก File.....Insatall New Font.. เพื่อเริ่มติดตั้งฟอนต์
 
 
4.เลือกที่จัดเก็บฟอนต์ใหม่
 
 
5. เลือก Select All เพื่อติดตั้งฟอนต์ทั้งหมด หากต้องการเพียงบางตัวก็เลือกเฉพาะตัวใดตัวหนึ่ง เสร็จแล้วกด OK
 
 
 
6.เริ่มดำเนินการติดตั้งฟอนต์ใหม่
 
 
 
7.ฟอนต์เมื่อติดตั้งสมบูรณ์แล้ว
 
 
 
8. หากไม่ต้องการติดตั้งฟอนต์ก็เพียงแค่เลือกฟอนต์ที่จะลบ คลิกขวา เลือก Delete
 

การติดตั้งอุปกรณ์ USB


การติดตั้งอุปกรณ์ USB

USB (universal serial bus) การเชื่อมต่อที่มักจะใช้ในการต่ออุปกรณ์ เช่น เมาส์ แป้นพิมพ์ สแกนเนอร์ เครื่องพิมพ์ เว็บแคม กล้องดิจิทัล โทรศัพท์เคลื่อนที่ และฮาร์ดดิสก์ภายนอกเข้ากับคอมพิวเตอร์ของคุณ คุณจะระบุการเชื่อมต่อ USB ได้จากสัญลักษณ์ที่มักแสดงอยู่บนตัวเชื่อมต่อ
ภาพประกอบของสัญลักษณ์การเชื่อมต่อ USBสัญลักษณ์แสดงการเชื่อมต่อ USB
อุปกรณ์หลายอย่างต้องมีการเสียบสายเคเบิล USB เข้ากับอุปกรณ์ก่อน จึงจะสามารถนำไปเสียบเข้ากับพอร์ต USB บนคอมพิวเตอร์ของคุณได้ ส่วนอุปกรณ์ USB อื่นๆ เช่น เมาส์และแป้นพิมพ์รุ่นเก่า จะมีสายเคเบิล USB ติดมากับตัวอุปกรณ์เป็นแบบถาวรอยู่แล้ว และอุปกรณ์ USB บางอย่าง เช่น USB แฟลชไดรฟ์ จะมีตัวเชื่อมต่อ USB ในตัวสำหรับเสียบเข้ากับพอร์ต USB บนคอมพิวเตอร์โดยตรงโดยไม่ต้องใช้สายเคเบิล
อุปกรณ์ USB เป็นหนึ่งในอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์ได้ง่ายที่สุด ครั้งแรกที่คุณเชื่อมต่ออุปกรณ์ที่เสียบเข้ากับพอร์ต USB Windowsจะระบุอุปกรณ์และติดตั้งโปรแกรมควบคุมสำหรับอุปกรณ์นั้นโดยอัตโนมัติ โปรแกรมควบคุมช่วยให้คอมพิวเตอร์ของคุณสามารถสื่อสารกับอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ได้ ถ้าไม่มีโปรแกรมควบคุม อุปกรณ์ USB ที่คุณเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ เช่น เมาส์หรือเว็บแคม จะทำงานไม่ถูกต้อง

ก่อนการติดตั้งอุปกรณ์

ให้ตรวจสอบคำแนะนำที่ให้มาพร้อมกับอุปกรณ์เพื่อดูว่าคุณจำเป็นต้องติดตั้งโปรแกรมควบคุมก่อนการเชื่อมต่ออุปกรณ์หรือไม่ แม้ว่าโดยปกติแล้วWindows จะทำสิ่งนี้ให้โดยอัตโนมัติเมื่อคุณเชื่อมต่ออุปกรณ์ใหม่ แต่สำหรับอุปกรณ์บางอย่าง คุณจำเป็นต้องติดตั้งโปรแกรมควบคุมด้วยตนเอง ในกรณีดังกล่าว ผู้ผลิตอุปกรณ์จะให้ดิสก์ซอฟต์แวร์และคำแนะนำในการติดตั้งอุปกรณ์ ก่อนการเชื่อมต่ออุปกรณ์
ถ้าอุปกรณ์ USB ของคุณมาพร้อมกับซอฟต์แวร์จากผู้ผลิต ให้ตรวจสอบดูว่าซอฟต์แวร์เข้ากันได้กับ Windows รุ่นนี้ ถ้าเข้ากันไม่ได้ หรือไม่มีการระบุว่าได้รับการออกแบบมาสำหรับ Windows รุ่นใด ให้ลองเชื่อมต่ออุปกรณ์ก่อนเพื่อดูว่า Windows สามารถค้นหาโปรแกรมควบคุมที่เข้ากันได้หรือไม่
ถ้าคำแนะนำที่มาพร้อมกับอุปกรณ์ของคุณไม่ตรงกับข้อมูลในหัวข้อนี้ ให้ทำตามคำแนะนำเหล่านั้น

การต่อและการเปิดอุปกรณ์

เมื่อต้องการติดตั้งอุปกรณ์ USB ใดๆ เพียงต่ออุปกรณ์นั้นเข้ากับคอมพิวเตอร์ของคุณ อุปกรณ์ USB บางอย่างมีสวิตช์เปิด/ปิดเครื่องที่คุณควรเปิดก่อนทำการเชื่อมต่อ ถ้าอุปกรณ์ของคุณใช้สายไฟ ให้ต่ออุปกรณ์เข้ากับแหล่งจ่ายไฟ จากนั้นเปิดสวิตช์ก่อนเชื่อมต่อ
ต่อจากนั้นให้เลือกพอร์ต USBที่จะเชื่อมต่ออุปกรณ์ของคุณด้วย ถ้าคอมพิวเตอร์ของคุณมี USB พอร์ตอยู่ทางด้านหน้า ให้ลองใช้พอร์ตใดพอร์ตหนึ่งถ้าคุณวางแผนที่จะเชื่อมต่อและยกเลิกการเชื่อมต่ออุปกรณ์บ่อยครั้ง (คุณสามารถใช้พอร์ตใดก็ได้ในครั้งต่อไปที่คุณต่ออุปกรณ์)
ภาพประกอบของพอร์ตและสายเคเบิล USB ทั่วไปสายเคเบิลและ USB พอร์ตทั่วไป
ต่อสายอุปกรณ์เข้ากับ USB พอร์ต ถ้า Windows พบอุปกรณ์และติดตั้งโปรแกรมควบคุมอุปกรณ์โดยอัตโนมัติ คุณจะได้รับแจ้งว่าอุปกรณ์นั้นพร้อมใช้งาน ถ้าไม่พบ คุณจะได้รับพร้อมท์ให้ใส่ดิสก์ที่มีโปรแกรมควบคุม
รูปภาพของข้อความการแจ้งให้ทราบที่ระบุว่าอุปกรณ์ถูกติดตั้งแล้วWindows จะแจ้งให้คุณทราบเมื่อติดตั้งอุปกรณ์เสร็จสิ้น
หลังจากการติดตั้งเสร็จสิ้น ให้ตรวจสอบข้อมูลที่มาพร้อมกับอุปกรณ์ของคุณเพื่อดูว่าคุณจำเป็นต้องติดตั้งซอฟต์แวร์เพิ่มเติมหรือไม่
ในบางครั้ง Windows ไม่รู้จักอุปกรณ์ USB และไม่มีดิสก์ซึ่งมีโปรแกรมควบคุมมาพร้อมกับอุปกรณ์ ในกรณีนั้น คุณสามารถลองค้นหาโปรแกรมควบคุมอุปกรณ์ออนไลน์ โดยเริ่มตรวจสอบจากเว็บไซต์ของผู้ผลิตอุปกรณ์ ส่วนใหญ่ คุณสามารถดาวน์โหลดโปรแกรมควบคุมได้จากส่วน "สนับสนุน" ของไซต์ดังกล่าว สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม ให้ดูที่ การปรับปรุงโปรแกรมควบคุมสำหรับฮาร์ดแวร์ที่ทำงานไม่ถูกต้อง
หากคุณต้องการดูวิดีโอ ให้ดูที่ รูปภาพของปุ่ม 'เล่น'‌ Video: Connect devices to your computer.

เคล็ดลับ

  • ตรวจสอบให้แน่ใจว่าอุปกรณ์ได้รับพลังงานเพียงพอ ถ้าอุปกรณ์ทำงานไม่ถูกต้องเมื่อเชื่อมต่อกับฮับ USB ให้ลองเชื่อมต่อเข้ากับพอร์ต USB พอร์ตใดพอร์ตหนึ่งของคอมพิวเตอร์โดยตรง บางพอร์ตบนฮับ USB จอภาพ หรืออุปกรณ์อื่นที่ต่อกับคอมพิวเตอร์ของคุณอาจมีพลังงานไม่เพียงพอที่จะสนับสนุนอุปกรณ์ของคุณ
    อุปกรณ์ขนาดเล็ก เช่น USB แฟลชไดรฟ์และเมาส์ และอุปกรณ์ที่มีสายไฟ เช่น เครื่องพิมพ์ โดยทั่วไปแล้ว จะทำงานได้อย่างถูกต้องเมื่อเชื่อมต่อกับ USB ฮับที่ไม่มีไฟ อุปกรณ์บางอย่างที่ใช้กำลังไฟมากกว่า เช่น สแกนเนอร์ที่เชื่อมต่อกับ USB และกล้องเว็บ จำเป็นต้องใช้ฮับที่มีสายไฟเพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างถูกต้อง
  • ตรวจสอบให้แน่ใจว่าอุปกรณ์ต่อกับพอร์ต USB ที่ถูกต้อง อุปกรณ์ที่ถ่ายโอนข้อมูลจำนวนมาก เช่น ฮาร์ดดิสก์ภายนอก สแกนเนอร์ และกล้องวิดีโอ จะทำงานได้ดีที่สุดเมื่อเชื่อมต่อกับพอร์ต USB 2.0 ความเร็วสูง คอมพิวเตอร์รุ่นเก่าบางรุ่นจะมีเฉพาะ USB พอร์ต 1.x หรือ USB พอร์ต 1.x และ 2.0 รวมกัน ถ้าอุปกรณ์ของคุณต้องใช้พอร์ตที่มีความเร็วสูงเพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างถูกต้อง ให้ตรวจสอบข้อมูลที่มาพร้อมกับคอมพิวเตอร์ของคุณเพื่อให้มั่นใจว่าพอร์ตที่คุณกำลังใช้สนับสนุน USB 2.0 ถ้าคอมพิวเตอร์ของคุณมีเฉพาะ USB พอร์ต 1.x คุณสามารถเพิ่ม USB พอร์ต 2.0 ได้โดยการติดตั้ง USB การ์ด 2.0 ภายในคอมพิวเตอร์

การยกเลิกการเชื่อมต่ออุปกรณ์

อุปกรณ์ USB ส่วนใหญ่สามารถเอาออกและถอดสายออกได้ เมื่อถอดอุปกรณ์เก็บข้อมูล เช่น USB แฟลชไดรฟ์ ตรวจสอบว่าคอมพิวเตอร์บันทึกข้อมูลไปยังอุปกรณ์เรียบร้อยแล้วก่อนที่จะเอาออก ถ้าอุปกรณ์มีไฟแสดงกิจกรรม ให้รอสองสามวินาทีหลังจากไฟหยุดกะพริบก่อนที่จะถอดออก
ถ้าคุณเห็นไอคอน 'เอาฮาร์ดแวร์ออกอย่างปลอดภัย' รูปภาพของไอคอน 'เอาฮาร์ดแวร์ออกอย่างปลอดภัย' ในพื้นที่แจ้งให้ทราบทางด้านขวาของแถบงาน คุณจะสามารถใช้ไอคอนนี้เพื่อเป็นตัวชี้ว่าอุปกรณ์ทำงานเสร็จสิ้นแล้วและพร้อมที่จะให้เอาออก คลิกที่ไอคอน และคุณจะเห็นรายการอุปกรณ์ คลิกอุปกรณ์ที่คุณต้องการเอาออกWindows จะแสดงการแจ้งให้คุณทราบว่าขณะนี้คุณสามารถเอาอุปกรณ์ออกได้อย่างปลอดภัยแล้ว

วิธีติดตั้ง Windows 8


วิธีติดตั้ง Windows 8 แบบ Clean Install ลง Win 8 ง่ายๆไม่ง้อช่าง
ในการลงวินโดวส์นั้นหลายคนยังมีอาการกลัวอยู่ว่า เดียวจะลงผิดลงถูกทำให้ใช้ไม่ได้ จึงต้องพึ่งช่างตามร้านคอมพิวเตอร์ก็ต้องเสียเงินมากน้อยก็แล้วแต่ร้าน ผมจะมาบอกว่าความจริงแล้วลงวินโดวส์นั้นไม่ได้เป็นเรื่องยากอะไรสำหรับWindows 8 นั้นลงง่ายมากๆ ถึงจะมีขั้นตอนที่เพิ่มขึ้นมามากกว่า Windows 7 แต่คงไม่ยากเกินความสามารถของคุณๆ หรอกครับ ยิ่งถ้าเคยลง Windows 7 มาบ้างแล้วยิ่งเป็นการง่าย
วันนี้ผมจะมานำเสนอวิธีการลง Windows 8 แบบ Clean Install ก็คือแบบล้างเครื่องหรือฟอร์แมตฮาร์ดดิสก์ใหม่กันเลย....มาตามดูครับ
ในที่นี้ผมจะใช้วิธีการติดตั้งจากแผ่น DVD ของ Windows 8 นะครับ
1.ก่อนอื่นใส่แผ่นติดตั้งลงในเครื่องอ่านดีวีดีของคอมพิวเตอร์ ทำการบูตเครื่องให้ไปตั้งไบออสของเครื่องให้บูตจากแผ่นดีวีดีเป็นอันดับแรกซึ่งการเข้าไบออสนั้นส่วนมาก ถ้าเป็นคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะก็จะกดปุ่ม Del ส่วนแลปทอปก็จะกดปุ่ม F2ให้ดูที่คู่มือของแต่ละเครื่องก็แล้วกัน
เมื่อเครื่องบูตขึ้นมาจนเห็นคำว่า Press any key to boot from CD or DVD... ให้กด ENTER เลยครับ
2.ปล่อยให้เครื่องทำงานไปจนได้จนปรากฎดังภาพ ให้คลิกเลือกรายการตามนี้
  • Language to install : English
  • Time and currency format : Thai(Thailand)
  • Keyboard or input method : ตัววินโดวส์จะเลือกให้เป็น Thai เพราะเห็นว่า Time and currency formatตั้งเป็น Thai ให้เราเลือกกลับมาเป็น US ก่อน เหตุผลเพราะเมื่อติดตั้งเสร็จหน้าล็อกออนเข้าระบบจะเป็นภาษาไทย เราอาจงงได้ในการกรอกชื่อผู้ใช้และพาสเวิร์ด
3.ในหน้าต่าง Windows Setup ให้คลิก Install now เพื่อเริ่มการติดตั้ง Windows 8
4.ในหน้าต่าง License terms คลิกถูก I accept the term license จากนั้นคลิก Next
5.ในหน้าต่าง Which type of installation do you want? ให้เลือกเป็น Custom: Install Windows only (advanced)
6.ในหน้าต่าง Where do you want to install Windows? ให้เลือกฮาร์ดดิสก์หรือพาร์ติชันที่ต้องการติดตั้ง (ในที่นี้เลือก Drive 0) เสร็จแล้วคลิก Next
ข้อควรจำในขั้นตอนนี้
  • ขั้นตอนนี้เราเลือก Drive ที่จะลง Windows8 ส่วนมาก จะลงใน Disk/Drive 0 นะครับ ก็คือ Drive C: ของWindows เรานั้นเอง ระวังให้ดีอย่าลงผิดไดร์ฟนะ ในกรณีที่มีพาร์ติชันมากกว่า 1 พาร์ติชัน
  • ในการ Format Windows ข้อมูลจะหายเฉพาะที่ Drive C นะครับ
สำหรับเครื่องที่มี Windows XP , Windows 7 แล้วจะลงใหม่เป็น Windows 8
1.ให้ทำการ Format Drive ที่เป็นวินโดวส์ตัวเก่าก่อน โดยทำการกด Drive options (advanced) จากนั้นเลือก ไดร์ฟของวินโดวส์เก่าแล้วคลิก Format... ย้ำอีกทีดูดีๆนะครับ ถ้าผิดไดร์ฟข้อมูลในไดร์ฟหายหมดนะ
2. จากนั้นก็เลือก Drive/disk ที่เรา Format ไปจากข้อที่ผ่านมา จากนั้นกด Next
สำหรับเครื่องที่เพิ่งซื้อมาใหม่หรือฮาร์ดดิสก์ลูกใหม่
1 ให้เราทำการกด Drive options จากนั้นเลือกฮาร์ดดิสก์แล้วคลิก New เพื่อทำการแบ่งพาร์ติชันวินโดวส์ให้แบ่งมาสัก80 -100 GB ก็พอ ( 1GB = 1024 MB)
2 จากนั้น ก็แบ่งส่วนที่เหลือไว้ให้กับ Drive D , E ตามความเหมาะสม
3 ต่อมาให้เลือกไดร์ฟที่จะให้ลงวินโดวส์ โดยทำการคลิกบน Drive/Disk แล้วคลิก Next
7.ระบบจะเริ่มทำการติดตั้ง Windows 8 โดยจะดำเนินการขั้นตอนต่างๆ ของวินโดวส์ตามนี้ Copying Windows files, Getting files ready for installation, Installing features, Installing updates และ Finishing upให้รอจนการติดตั้งแล้วเสร็จ ก็ประมาณ 15 - 20 นาที ขึ้นอยู่กับเครื่องว่าแรงขนาดไหน
8.เมื่อ Windows 8 ติดตั้งเรียบร้อย เครื่องจะรีสตาร์ท 1 ครั้ง
9.หลังจากทำการติดตั้งแล้วเสร็จ Windows จะทำการรีสตาร์ทเครื่อง 1-2 รอบ จากนั้นจะปรากฏหน้าต่างPersonalize ให้ทำการเลือกสีของ Background และกำหนดชื่อเครื่องคอมพิวเตอร์โดยใส่ชื่อที่ต้องการในช่อง PC name เสร็จแล้วคลิก Next
10.ขั้นตอนการ Settings ให้เราเลือก Use Express Settings เพื่อทำการตั้งค่าระบบแบบด่วน
11.ในหน้าต่าง Sign in to your PC ให้คลิก Sign in without a Microsoft account แล้วคลิก Next
** ในขั้นตอนนี้จะมีวิธีการ Sign in to your PC อยู่ 2 วิธี ได้แก่ Email Address และ Sign in without a Microsoft account สำหรับในที่นี้ผมขอให้เลือก Sign in without a Microsoft account เพราะสะดวกกว่า ส่วนEmail Address เราต้องต่ออินเตอร์เน็ตและต้องมีอีเมลของ outlook.com หรือ Hotmail.com อยู่ก่อนแล้ว ซึ่งเราสามารถสร้างได้ภายหลังที่เข้าใช้วินโดวส์แล้วก็ได้ **
12.หน้าต่างต่อมาให้คลิก Local account
13.ต่อมาให้กำหนดชื่อผู้ใช้ในช่อง User name แล้วกำหนดรหัสผ่านที่ต้องการ 2 ครั้ง ในช่อง Password และReenter password จากนั้นข้อความช่วยจำรหัสผ่านในช่อง Password hint แล้วคลิก Finish
14.ระบบจะทำการจัดเตรียมระบบตามการตั้งค่า
15.ระบบแนะนำการใช้งานเบื้องต้นจากหน้านี้ก็จะเข้าหน้า Lock on Screen
16.เมื่อมาถึงหน้า Lock on Screen คุณก็พร้อมใช้งาน Windows 8 ได้แล้ว
จบแล้วครับสำหรับการติดตั้ง Windows 8 แบบ Clean Install ผมคิดว่าคงไม่ยากเกินไปสำหรับผู้ที่ต้องการจะเรียนรู้ในติดตั้งระบบวินโดวส์ด้วยตนเอง ไม่ต้องไปง้อใครหรือเสียตังส์ให้กับช่างคอมพิวเตอร์